ภาษาไทย English

ทัศนศิลปสัมพันธ์ไทย-จีนก่อนสมัยรัตนโกสินทร์

ศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒, หน้า ๒๑๕-๒๓๐.

ในการสัมมนาครั้งนี้ พิริยะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนทางด้านทัศนศิลป์ โดยกล่าวถึงบรรพบุรุษของตนซึ่งมีเชื้อสายจีนเพื่อแสดงให้เห็นว่าความเป็นจีนใน ๒๐๐ ปีทำให้กลายเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เปรียบได้เช่นเดียวกับศิลปะไทยที่ยืมรูปแบบของจีนมาจนกลายเป็นไทยเช่นกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในช่วงของประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย โดยการหยิบยืม ดัดแปลง และเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการจนกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เอกลักษณ์ไทย”

ทั้งนี้ พิริยะได้ยกตัวอย่างตั้งแต่ ๒๒๕๐ ปีก่อนคริสตกาล ที่รับเทคโนโลยีการทำสัมฤทธิ์และการปลูกข้าวมาจากประเทศจีน เช่น รูปแบบขวานสัมฤทธิ์ที่พบที่บ้านเชียง ซึ่งมีอายุเวลา ๒๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาลนั้น เป็นรูปแบบของจีน หรือสถูปเจดีย์ในประเทศไทยที่มีรูปแบบร่วมกับของจีน ดังเช่น สถูปจุลประโทนที่นครปฐม ซึ่งแต่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นสถูปในลักษณะซ้อนกันขึ้นไปคล้ายกับที่พบในถ้ำยุนกังในประเทศจีน โดยแต่ละด้านมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ๕ พระองค์ สอดคล้องกับการขุดพบพระพุทธรูปซึ่งมีเศียรขนาดต่างๆ กันเป็นจำนวนมากที่จุลประโทน ตลอดจนวิวัฒนาการของลายจีนในประเทศไทย ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งจีนเข้ามามีบทบาทมากในประเทศไทย เพราะอาณาจักรกัมพูชาเสื่อมลง ดังนั้น ลายไทยที่ปรากฏตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมาจึงเป็นลายที่ขอยืมมาจากจีนสมัยราชวงศ์หยวน ไม่ใช่ลายเขมร เช่น ดอกโบตั๋นบนภาพสลักเรื่องชาดกที่วัดศรีชุม ที่ขอยืมรูปแบบมาจากราชวงศ์ซ้อง จนมาถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ลายจีนแทบไม่เหลือเค้าอยู่ในลายไทย กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของไทยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ พิริยะยังเห็นว่าลายจีนที่เป็นต้นกำเนิดของลายไทยนั้นเป็นวิวัฒนาการการจากลายของกรีกอีกทอดหนึ่ง ไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ ดังที่เคยเรียนรู้กันมา

ใส่ความเห็น

(required)

There aren't any comments at the moment, be the first to start the discussion!