ภาษาไทย English

ทิศทางและความเป็นไปได้ในการวิจัยศิลปะไทย

ศิลปกรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ : คณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม) ๒๕๓๗, หน้า๓๘-๕๗. จากทิศทางและความเป็นไปได้ในการวิจัยทางด้านศิลปะไทยที่ผ่านมา พิริยะชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องกระทำอย่างเร่งด่วนคือ การทบทวนผลงานวิจัยในอดีตว่าได้ค้นคว้าอย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงแท้มากที่สุด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลเสียต่อการศึกษาและความก้าวหน้าทางวิชาการ ในบทความนี้พิริยะแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ ตอน คือ ๑. แนวทางการวิจัยในอดีต ๒. ข้อวิจารณ์แนวทางการวิจัยในอดีต และ ๓. แนวทางการวิจัยในปัจจุบัน โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและสถาปัตยกรรมสุโขทัยเป็นตัวอย่าง สาระสำคัญของบทความนี้อยู่ที่การตรวจสอบแนวทางการวิจัยในอดีต โดยใช้ศิลปะสุโขทัยเป็นตัวอย่าง ที่ทำให้เห็นว่าความรู้เกี่ยวกับศิลปะสมัยสุโขทัยซึ่งรับรู้กันอยู่แต่เดิมนั้นเป็นข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยที่ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานโดยปราศจากเหตุผลอันน่าเชื่อถือ และไม่ได้มาจากระบบการวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้อายุเวลาของโบราณสถานที่จังหวัดสุโขทัยคลาดเคลื่อนไปจากผลงานวิจัยในปัจจุบันถึง ๔๐๐ ปี พิริยะจึงต้องการให้ผู้ที่ทำงานวิจัยด้านศิลปะไทยเชิงประวัติศาสตร์ศิลป์ช่วยกันทบทวนความรู้ที่ได้มาจากอดีตว่าน่าเชื่อถือเพียงใดก่อนการสร้างสมมุติฐานเพิ่มเติม และหากเห็นว่ามีข้อผิดพลาดและความไม่ถูกต้องในหลักวิชาการ ก็ควรแก้ไข ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การศึกษาของชาติอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทัศนศิลปสัมพันธ์ไทย-จีนก่อนสมัยรัตนโกสินทร์

ศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒, หน้า ๒๑๕-๒๓๐. ในการสัมมนาครั้งนี้ พิริยะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนทางด้านทัศนศิลป์ โดยกล่าวถึงบรรพบุรุษของตนซึ่งมีเชื้อสายจีนเพื่อแสดงให้เห็นว่าความเป็นจีนใน ๒๐๐ ปีทำให้กลายเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เปรียบได้เช่นเดียวกับศิลปะไทยที่ยืมรูปแบบของจีนมาจนกลายเป็นไทยเช่นกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในช่วงของประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย โดยการหยิบยืม ดัดแปลง และเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการจนกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เอกลักษณ์ไทย” ทั้งนี้ พิริยะได้ยกตัวอย่างตั้งแต่ ๒๒๕๐ ปีก่อนคริสตกาล ที่รับเทคโนโลยีการทำสัมฤทธิ์และการปลูกข้าวมาจากประเทศจีน เช่น รูปแบบขวานสัมฤทธิ์ที่พบที่บ้านเชียง ซึ่งมีอายุเวลา ๒๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาลนั้น เป็นรูปแบบของจีน หรือสถูปเจดีย์ในประเทศไทยที่มีรูปแบบร่วมกับของจีน ดังเช่น สถูปจุลประโทนที่นครปฐม ซึ่งแต่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นสถูปในลักษณะซ้อนกันขึ้นไปคล้ายกับที่พบในถ้ำยุนกังในประเทศจีน โดยแต่ละด้านมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ๕ พระองค์ สอดคล้องกับการขุดพบพระพุทธรูปซึ่งมีเศียรขนาดต่างๆ กันเป็นจำนวนมากที่จุลประโทน ตลอดจนวิวัฒนาการของลายจีนในประเทศไทย ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งจีนเข้ามามีบทบาทมากในประเทศไทย เพราะอาณาจักรกัมพูชาเสื่อมลง ดังนั้น ลายไทยที่ปรากฏตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมาจึงเป็นลายที่ขอยืมมาจากจีนสมัยราชวงศ์หยวน ไม่ใช่ลายเขมร เช่น ดอกโบตั๋นบนภาพสลักเรื่องชาดกที่วัดศรีชุม ที่ขอยืมรูปแบบมาจากราชวงศ์ซ้อง จนมาถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ลายจีนแทบไม่เหลือเค้าอยู่ในลายไทย กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของไทยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ … Continue Reading

ทวาราวดีและศรีวิชัยในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ

ศิลปะโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ตอนที่ ๑. กรุงเทพฯ: กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๗, หน้า ๖๗-๑๑๐. (เอกสารประกอบการอบรมครู-อาจารย์หมวดสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา ๔-๑๐ มิถุนายน ๒๕๒๗). บทความนี้แสดงถึงความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่ปะติดปะต่อขึ้นจากผลงานการค้นคว้าของผู้สนใจและนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยพิริยะได้แสดงให้เห็นว่า “ทวารวดี” และ “ศรีวิชัย” เป็นคำที่สมมติขึ้นมาในยุคแรกเริ่มของการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศไทยซึ่งสิ่งที่เรียนรู้และเข้าใจกันจนกลายเป็นองค์ความรู้กระแสหลักนับแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ (ค.ศ. ๑๙๒๖) เป็นผลจากการค้นคว้าทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและนายยอร์ช เซเดส์ ที่มีการตั้งข้อสมมติขึ้นก่อนโดยใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานแล้วจึงนำศิลปวัตถุที่ค้นพบไปสนับสนุนข้อสมมติฐานเหล่านั้น เห็นได้จากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับคำว่า “ทวารวดี” ของนายเซเดส์ ที่อาจตรงกับคำว่า “โทโลโบดิ” จากจดหมายเหตุการเดินทางของหลวงจีนห้วนจั๋งและหลวงจีนอี้จิง ขณะที่ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะจะเป็นการพิจารณาวิเคราะห์เปรียบเทียบความใกล้เคียงกันของรูปแบบเป็นหลัก ดังนั้น “ทวารวดี” จึงหมายถึงอาณาจักรที่รุ่งเรืองขึ้นในอารยธรรมมอญที่ภาคกลางของประเทศไทยช่วง พ.ศ. ๑๑๓๓ – ๑๑๙๓ (ค.ศ. ๕๙๐ – ๖๕๐) เช่นเดียวกับอาณาจักรลวปุระหรือลพบุรี การเรียกชื่อศิลปกรรมก็ควรเรียกตามชื่อของเจ้าของอารยธรรมนั้น ศิลปทวารวดีจึงเป็น “ศิลปมอญแห่งอาณาจักรทวารวดี” แทนศิลปทวารวดี ส่วน “ศรีวิชัย” หมายถึงอาณาจักรที่เจริญขึ้นภายใต้อารยธรรมอินเดีย – ชวาในช่วง … Continue Reading

ไตรภูมิพระร่วงพระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไทยหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕: ๑ (พฤศจิกายน) ๒๕๔๖, หน้า ๑๕๕ – ๑๖๓. แรกเริ่มเป็นบทความรวมอยู่ในหนังสือ“ไทยคดีศึกษา: รวมบทความทางวิชาการเพื่อแสดงมุทิตาจิตครบรอบ ๖๐ ปีอาจารย์พันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” โดยผู้เขียนมีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสืบต่อจากการค้นคว้าในวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตของคุณนิออน บทความนี้เป็นงานเขียนสืบเนื่องจากการศึกษาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่พบว่าเนื้อหาและสำนวนบางส่วนคล้ายคลึงกับข้อความของหนังสือ ไตรภูมิกถา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบัญญัติชื่อใหม่ว่า “ไตรภูมิพระร่วง” จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า เอกสารทั้ง ๒ ชิ้นนี้ น่าจะเป็นผลงานของผู้แต่งคนเดียวกัน โดยเฉพาะลักษณะการบรรยายเมืองสุโขทัยแบบกว้าง ๆ มิได้ระบุชื่อของศาสนสถานหรือสถานที่ใด ๆ อย่างชัดเจนรวมถึงเจตนารมณ์ของผู้แต่งที่ต้องการยกย่องพระเกียรติคุณของพ่อขุนรามคำแหงให้เป็นตัวอย่างของพระญามหาจักรพรรดิราชเช่นเดียวกับที่ปรากฏอยู่ใน ไตรภูมิพระร่วง

ความเป็นไทยในทัศนศิลป

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องความเป็นไทยที่ควรธำรงไว้ โดยสถาบันไทยคดีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๖-๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙, หน้า ๑-๑๙. ประเด็นสำคัญที่พิริยะกล่าวถึงในการสัมมนาเรื่องนี้คือ การทำความเข้าใจว่าความเป็นไทยในทัศนศิลป์คืออะไร และจะธำรงไว้ได้หรือไม่ สำหรับความเป็นไทยในทัศนศิลป์ พิริยะให้คำอธิบายว่าคือ การแสดงค่านิยมของคนในชาติผ่านทางศิลปวัตถุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนไทยที่ไม่มีการหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยแบ่งแยกชัดเจนระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท ดังนั้น ความเป็นไทยในทัศนศิลป์จึงแสดงออกในรูปแบบของศิลปะชาวเมืองกับศิลปะชาวบ้าน โดยศิลปะชาวเมืองสะท้อนค่านิยมที่ต้องดิ้นรนภายใต้ระบบเศรษฐกิจและอารยธรรมสากลมากกว่าศิลปะชาวบ้านที่ยังคงรักษาลักษณะของความเป็นไทยในอดีตไว้ ส่วนประเด็นการธำรงรักษาความเป็นไทยนั้น พิริยะเห็นว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากทัศนคติของคนไทยไม่เคยนิยมการดำรงรักษาของโบราณ และหากจะดำรงรักษาไว้ก็ต้องรื้อฟื้นระบบศักดินาขึ้นมาใหม่พร้อมกับปิดประเทศไม่ยอมรับอารยธรรมสากล ทั้งนี้ การเข้าใจว่าความเป็นไทยจำเป็นต้องธำรงไว้เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะคิดว่าความเป็นไทยกำลังจะหายสาบสูญไป แต่ควรเข้าใจเสียใหม่ว่าส่วนของความเป็นไทยที่กำลังหายไปก็คือ ความเป็นไทยที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยในปัจจุบันได้จึงต้องจบไปโดยปริยาย นอกจากนี้ พิริยะยังสรุปว่า สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของสภาพสังคมไทยในอนาคตที่ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารยธรรมสากลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น จึงไม่ควรบังคับความเปลี่ยนแปลงหรือดำรงความเป็นไทยไว้ เพราะที่สุดแล้วสภาพสังคมในอนาคตจะเป็นตัวกำหนดให้เกิดทัศนศิลป์ไทยรูปแบบใหม่ขึ้นมาเอง

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาที่ ๑ พญาลิไทย หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ไทยคดีศึกษา : รวมบทความทางวิชาการเพื่อแสดงมุทิตาจิต อาจารย์พันเอกหญิง คุณนิออนสนิทวงศ์ ณ อยุธยา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ป, ๒๕๓๓, หน้า ๒๒๑-๒๓๖. บทความวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี สืบต่อจากการค้นคว้าของ ดร. คุณนิออน สนิทวงศ์ฯ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ท่านแรกที่แสดงให้สังคมโลกตระหนักถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ในด้านรัฐศาสตร์และการทูตจากผลงานวิจัยระดับวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตเรื่อง “The Development of Siam’s Relations with Britain and France in the Reign of King Mongkut 1851 – 1868” เสนอต่อมหาวิทยาลัยลอนดอนใน ค.ศ. ๑๙๖๑ จากการศึกษาจารึกพ่อขุนรามคำแหงและเสนอว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ นั้น พิริยะพบว่าเนื้อหาและสำนวนบางส่วนของจารึกดังกล่าวคล้ายคลึงกับข้อความของหนังสือเรื่อง “ไตรภูมิกถา” ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบัญญัติชื่อใหม่ว่า “ไตรภูมิพระร่วง” โดยเฉพาะเนื้อหาและสำนวนบางส่วนใน ปัญจมกัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับข้อความในจารึกพ่อขุนรามคำแหงมาก ทั้งยังปรากฏการใช้คำศัพท์ที่มีความหมายพ้องกันและการใช้รูปประโยคที่มีสำนวนใกล้เคียงกัน … Continue Reading

การศึกษาและวิจัยทัศนศิลป์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโดยสังเขป

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาและวิจัยทางศิลปะกับสังคมไทย” จัดโดย สาขาปรัชญา คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ๒๗-๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙. ในการนำเสนอบทความประกอบการสัมมนาครั้งนี้ พิริยะได้จำแนกหมวดหมู่ที่สำคัญของการศึกษาและวิจัยศิลปะในด้านทัศนศิลป์ที่ศึกษาในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อันได้แก่ (๑) เรื่องเที่ยว (๒) การจำแนกยุคสมัยของศิลปโบราณวัตถุสถาน (๓) การกำหนดอายุเวลาของศิลป-โบราณวัตถุสถาน (๔) การเข้าถึงทัศนศิลป์ (๕) การวิจัยทางทัศนศิลป์กับสังคมไทย (๖) การวิจัยทางทัศนศิลป์กับศิลปะสาขาอื่นๆ (๗) การอนุรักษ์ และ (๘) การวิเคราะห์งานวิจัยทางทัศนศิลป์ โดยดึงลักษณะเด่นของงานวิจัยแต่ละเรื่องมาแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของการวิจัยศิลปะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการจำแนกเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหนึ่งของการศึกษาและวิจัยทางศิลปะทางด้านทัศนศิลป์ โดยที่การวิจัยในแต่ละหมวดข้างต้นส่วนใหญ่มักกระทำหลายหมวดควบคู่กันไป จึงไม่สามารถแยกกันได้อย่างเป็นเอกเทศ นอกจากนี้ พิริยะยังเห็นว่าแนวทางการศึกษาและวิจัยด้านทัศนศิลป์ส่วนใหญ่ที่กระทำอยู่ สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน (ทศวรรษ ๒๕๒๐) และสนองความต้องการของสังคมที่สำคัญนั่นคือ ความสับสนทางด้านเอกลักษณ์ไทย และการยกมาตรฐานของการเรียนการสอนและการวิจัยในเชิงปฏิบัติในทัศนศิลป์สาขาต่างๆ ส่วนแนวทางการวิจัยในอนาคตนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่มีแนวโน้มที่จะใช้แนวทางการวิจัยของปัจจุบันที่ละเอียดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยพิริยะยกตัวอย่างปัญหากรณีการศึกษาวิจัยการช่างของไทยก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ (ค.ศ. ๑๙๓๒) ที่ผู้วิจัยนำทัศนคติตะวันตกเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ศิลปะ” มาใช้กับการช่างของไทยก่อนการก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร พิริยะจึงเห็นควรให้มีการค้นหาแนวทางการวิจัยที่เหมาะสมกับโลกทัศน์เดิมของไทย เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของสังคมไทยในอดีต และใช้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสังคมไทยในอนาคตได้ เป็นต้น

การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยโดยสังเขป

เอกสารประกอบคำบรรยาย วิชา ป. ๓๑๒ ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๒๙. การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำความคิดด้านต่างๆ มาอภิปรายประกอบหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบใหม่ในภาคใต้ของประเทศไทยในประเด็นเรื่อง “ศรีวิชัย” ที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมาเกือบครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ บัญญัติคำนี้ขึ้นมาใน พ.ศ. ๒๔๖๑ (ค.ศ. ๑๙๑๘) จากการอ่านศิลาจารึก หลักที่ ๒๓ พ.ศ. ๑๓๑๘ (ค.ศ. ๗๗๕) จนกลายเป็นข้อสันนิษฐานว่าศูนย์กลางการปกครองของศรีวิชัยอยู่ที่เมืองปาเลมบัง (Palembang) เกาะสุมาตรา และนำไปสู่ความสนใจต่อการเป็นอาณาจักรศรีวิชัยตั้งแต่นั้นมา ในช่วงเวลาหลังจากนั้นมีนักปราชญ์อีกหลายท่านเชื่อว่า ศูนย์กลางของ ศรีวิชัยน่าจะอยู่บนคาบสมุทรมาเลย์บริเวณอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากพบโบราณวัตถุสถานมากมายที่มีลักษณะ “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย” ที่มีอายุเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๘ (คริสต์ศตวรรษที่ ๘ – ๑๓) ในงานนี้ พิริยะได้วิเคราะห์เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์แห่งคาบสมุทรภาคใต้ ๒ หัวข้อ ได้แก่ ๑. ความเกี่ยวเนื่องของศิลปะแห่งราชอาณาจักรศรีวิชัยกับคัมภีร์อัศฎาสาหสริกา ปรัชญาปารมิตา ซึ่งเขียนใน พ.ศ. … Continue Reading

การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของคณะศิลปศาสตร์

วารสารศิลปศาสตร์, ๑: ๑ (มกราคม – มิถุนายน) ๒๕๔๔, หน้า ๒๑๖ –๒๒๑. จุดมุ่งหมายของบทความนี้ คือการทำความเข้าใจกับคณาจารย์และนักศึกษาในคณะ ตลอดจนผู้ที่สนใจวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ สำหรับเหตุผลที่ว่า เหตุใดวิชานี้จึงต้องขึ้นตรงกับภาควิชาประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะอยู่ภายใต้สังกัดของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่า คณะศิลปกรรมศาสตร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในปัจจุบัน ขณะที่การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะมีจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกับการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ นั่นคือการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจอดีตของมนุษย์ แต่ต่างกันที่ข้อมูลหลักในการศึกษาโดยวิชาประวัติศาสตร์ใช้เอกสารลายลักษณ์อักษรส่วนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะเน้นหนักไปที่ข้อมูลทางด้านศิลปะ

การปรับเปลี่ยนยุคสมัยของพุทธศิลป์ในประเทศไทย

เมืองโบราณ, ๒๕: ๒ (เมษายน – มิถุนายน) ๒๕๔๒, หน้า ๑๐-๓๖. งานเขียนชิ้นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหมวดหมู่ของพุทธศิลป์ไทยให้อยู่บนพื้นฐานของระบบวิธีวิจัยที่ถูกต้องและสอดคล้องกับรากฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมของไทยโดยผู้เขียนเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องการกำหนดอายุเวลารูปแบบของศิลปะจากที่เคยแบ่งตามยุคสมัยทางประวัติศาสตร์การเมือง เช่น ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรีเชียงแสน และสุโขทัยมาเป็นการกำหนดตามการเปลี่ยนแปลงทางประติมานิรมาณวิทยาหรือความเชื่อและประเพณีทางศาสนาอันได้แก่ ๑) ลัทธิหีนยาน นิกายมหาสังฆิกะและมูลสรรวาสติวาท ๒) ลัทธิมหายาน ๓) ลัทธิหีนยาน นิกายเถรวาท ๔) ลัทธิวัชรยาน ๕) นิกายเถรวาท จากลังกา ๖) นิกายสยามวงศ์ ๗) ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งการกำหนดอายุเวลาโบราณวัตถุสถานของไทยที่แตกต่างไปจากเดิมนี้ ก่อให้เกิดมิติใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่มิได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประวัติศาสตร์อย่างที่เคยเป็นมา อันเป็นการขวางกั้นความก้าวหน้าของการค้นคว้าทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและประวัติศาสตร์ศาสนาในประเทศไทย

การปรับเปลี่ยนและอายุเวลาของสถาปัตยกรรมอยุธยา

การปรับเปลี่ยนและอายุเวลาของสถาปัตยกรรมอยุธยา, สยามอารยะ, ๒: ๙ (มิถุนายน) ๒๕๓๖, หน้า ๒๙-๔๕. ผู้เขียนเสนอแนะว่าการกำหนดอายุเวลาของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในเรื่อง “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. ๑๙๒๖) นั้น ควรมีการพิจารณาใหม่ เนื่องจากมีความบกพร่องของระเบียบวิธีศึกษาในชั้นต้นเพราะการศึกษาในยุคนั้นใช้การเปรียบเทียบโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันกับพุทธสถานที่กล่าวถึงในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมิได้วิเคราะห์ว่าโบราณสถานที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นของเดิมหรือถูกสร้างขึ้นใหม่ภายหลัง และเมื่อผู้เขียนเปรียบเทียบโบราณสถานที่อยุธยากับเอกสารประเภทต่าง ๆ ของชาวต่างชาติจึงแสดงให้เห็นว่า มีการกำหนดอายุเวลาโบราณสถานที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และมิใช่รูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยายุคแรก (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๐๓๑) ซึ่งตรงกับรัชสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองโปรดฯ ให้สร้างกรุงศรีอยุธยาจนถึงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ดังที่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม จำแนกไว้ ทั้งนี้ผู้เขียนพิจารณาว่าโบราณสถานอันได้แก่ พระปรางค์วัดพุทไธสวรรค์ พระปรางค์วัดมหาธาตุ พระปรางค์วัดราชบูรณะ และ พระปรางค์วัดพระราม เกิดขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗) ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘) ดังนั้น ผู้เขียนจึงมิอาจยอมรับได้ในความเชื่อหรือการรับรู้แต่เดิมที่ว่า สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาในสมัยอยุธยายุคแรกนิยมสร้างปรางค์แบบสมัยลพบุรี

บทความตัวอย่าง 2

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetuer adipiscing elit, sed diam nonummy nibh euismod tincidunt ut laoreet dolore magna aliquam erat volutpat. Ut wisi enim ad minim veniam, quis nostrud exerci tation ullamcorper suscipit lobortis nisl ut aliquip ex ea commodo consequat.