ภาษาไทย English

ร่างลำดับเหตุการณ์ของประติมากรรมที่พบที่สทิงพระ

แปลโดย พรพิมล เสนาะวงศ์ เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์และโบราณคดีบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ วันที่ ๘-๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๖, สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๒๖. (อัดสำเนา) ในบทความนี้พิริยะกล่าวถึง “สทิงพระ” (ปัจจุบันคืออำเภอหนึ่งทางทิศเหนือของจังหวัดสงขลา) ซึ่งนับเป็นแหล่งค้นคว้าทางด้านโบราณคดีที่ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดที่สุดในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเทียบเคียงผลจากการค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ศิลปะเข้ากับการค้นคว้าทางด้านโบราณคดี โดยแสดงเป็นร่างลำดับเหตุการณ์โดยสังเขป สำหรับศิลปวัตถุที่พบที่สทิงพระ จากการแบ่งศิลปะในประเทศไทยเป็น ๘ สมัย ตามหลักการพื้นฐานที่ว่าด้วยอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีอำนาจครอบงำนั้น พิริยะพิจารณาว่าศิลปวัตถุส่วนใหญ่ที่พบที่สทิงพระสามารถกำหนดอายุอยู่ในระหว่างสมัยอิทธิพลมอญจนถึงสมัยอิทธิพลมอญ – หริภุญชัย หรือประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (คริสต์ศตวรรษที่ ๕ ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓) ซึ่งจากการค้นคว้าทางโบราณคดีทำให้ทราบว่าการตั้งชุมชนที่สทิงพระสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ยุคคือ ยุคก่อนเมือง (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑) และยุคเมือง (กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙) ทั้งนี้ จากการเทียบเคียงระหว่างการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของประติมากรรมที่พบในบริเวณสทิงพระและการขุดค้นทางโบราณคดีทำให้เกิดข้อถกเถียงใหม่ขึ้นมา โดยสรุปได้ว่าทั้งสองสาขาเห็นพ้องในหลักการที่ “ยุคเมืองยุคที่หนึ่ง (กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔)” … Continue Reading

มองศิลปะสู่ลักษณะไทย

“มองศิลปะสู่ลักษณะไทย,”  ๘๐ ปี อาจารย์ คุณนิออน  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รวมงานเขียนทางวิชาการไทยศึกษา. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๓. ผู้เขียนแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อนี้ในงานสัมมนาวิชาการ “ความรู้เรื่องไทยในโลกไร้พรมแดน” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๘๐ ปี อาจารย์ คุณนิออน  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาพุทธศิลป์ในรัชกาลปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่า ศิลปกรรมเป็นปูชนียวัตถุสถานที่สร้างขึ้นในลัทธิชาตินิยมที่อำพรางตนอยู่ในพุทธศาสนาทั้งสิ้นและเป็นสิ่งสะท้อนความชาญฉลาดในการประสานประโยชน์ให้สถาบันกษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธศาสนา ทำให้ลัทธิชาตินิยมกลายเป็นศาสนาใหม่ซึ่งถือกำเนิดจากคณะธรรมยุติกนิกายและมีพัฒนาการขึ้นพร้อมกับระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยเข้ามาแทนที่พุทธศาสนาแบบดั้งเดิมทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาให้ความจงรักภักดีแด่ “ชาติ” และเทิดทูนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของลัทธินี้โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ให้อยู่คู่แผ่นดินสืบต่อไป

พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์, รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘, หน้า ๓๘-๘๕. ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความเจริญและอิทธิพลของชาติตะวันตกกำลังขยายมาทางโลกตะวันออก ด้วยสายพระเนตรกว้างไกลที่ทรงมีต่อสถานการณ์ในเวลานั้น จึงทรงเปิดการค้าขายและทรงเจริญพระราชไมตรีกับประเทศตะวันตก โดยแต่งตั้งราชทูตไทยไปยังราชสำนักอังกฤษและฝรั่งเศส ทั้งยังทรงศึกษาและรับความก้าวหน้าทางวิทยาการตะวันตก เช่น การแพทย์ วิทยาศาสตร์ การข่าว ภาษาอังกฤษ เข้ามาในราชสำนัก และทรงวางรากฐานในการปรับปรุงบ้านเมืองโดยเน้นที่การศึกษาในหมู่พระราชโอรสและข้าราชการระดับสูงเพื่อรับมือกับความเจริญที่เข้ามาได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกัน จากการที่ทรงรับรู้ความเคลื่อนไหวของโลกภายนอกอย่างเท่าทัน จึงทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงเรื่องคุณค่าของความเป็นชาติที่มีอดีตอันยาวนานต่อเนื่อง โดยสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ พระพุทธศาสนา ที่เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมาอย่างยาวนาน ในรัชกาลของพระองค์จึงมีการค้นพบพระพุทธรูปและเทวรูปหลายองค์ รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วย ได้แก่ พระนิรันตราย (องค์ครอบนอก) และพระสยามเทวาธิราช

ผ้าบรรพบุรุษของชาวมอญ

“ผ้าบรรพบุรุษของชาวมอญ,” วารสารไทยคดีศึกษา, ๒: ๒ (เมษายน – กันยายน) ๒๕๔๘, หน้า ๑ – ๓๔. บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่นำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “Status, Myth and the Super-natural: Unravelling the Secrets of Southeast AsianTextiles” จัดโดย มูลนิธิเจมส์ เอช ดับบลิว ทอมป์สัน ระหว่างวันที่๔ – ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ณ โรงแรมแชงกรีล่า กรุงเทพฯ เป็นบทความที่เกิดจากข้อสังเกตของผู้เขียนที่ว่ายังไม่มีเรื่องราวผ้ามอญปรากฏอยู่ในการศึกษาเรื่องผ้าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เนื่องจากความหวาดกลัวภัยคุกคามทางการเมือง ทำให้คนมอญในพม่าจำเป็นต้องเก็บซ่อนความเป็นชาติพันธุ์ของตนไว้เฉพาะภายในกลุ่ม แม้กระนั้น ในบ้านเรือนของคนมอญยังคงมีการเก็บรักษาผ้าบรรพบุรุษที่มีลักษณะเป็นผ้านุ่งผืนยาวปลายด้านหนึ่งเย็บเป็นถุงรูปตัววี ทอลายทาง ลายตาราง และลายตาหมากรุก เรียกว่า“เกริดฮะโลน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเชื่อเรื่องผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษของคนมอญไว้ในตะกร้าที่เสาผีเรือนสิ่งนี้ถือเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อ ความหวัง และความหวาดกลัวของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์ผ่านทางประวัติศาสตร์ภาษา และขนบประเพณี

ประวัติศาสตร์ศิลปะอยุธยา

อยุธยากับเอเชีย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, ๒๕๔๔. ในงานสัมมนาวิชาการนานาชาติเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลครบ ๖ รอบ แห่งพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “อยุธยากับเอเชีย” เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) จัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พิริยะได้เสนอบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะอยุธยา สาระสำคัญคือ พิริยะมีความคิดเห็นว่าจำเป็นต้องศึกษาทบทวนเกี่ยวกับการจำแนกศิลปะอยุธยาตามการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อในพุทธศาสนาจากแต่เดิมที่มีการกำหนดอายุเวลาของศิลปะสมัยอยุธยาตามยุคสมัยทางประวัติศาสตร์เป็น ๔ ยุค เนื่องจากไม่สอดคล้องกับองค์ความรู้ที่ปรากฏในปัจจุบัน โดยบทความนี้แสดงให้เห็นว่า จากเดิมที่จำแนกพระปรางค์วัดพุทไธสวรรย์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระราม เป็นตัวอย่างของศิลปะในยุคที่ ๑ หรือยุคต้น ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ถึงรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ลงมา และสถูปทรงลังกาเป็นสถาปัตยกรรมในยุคปลายอยุธยา มิใช่ศิลปะในยุคที่ ๒ หรือยุคกลางระหว่างรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่เก่ากว่าช่วงระยะนั้นหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ยังต้องมีการศึกษาทบทวนศิลปะสุโขทัยใหม่เช่นกัน เพราะบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าโบราณสถาน ที่สุโขทัยและสวรรคโลก (อำเภอศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน) มิได้สร้างขึ้นในสมัยที่ราชวงศ์ พระร่วงปกครองอาณาจักรสุโขทัย (ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – … Continue Reading

ประวัติศาสตร์ศิลปะสุโขทัยโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนแปลง

สยามอารยะ, ๒: ๑๙ (กรกฎาคม ๒๕๓๗), หน้า ๑๕-๔๒. จากการทบทวนงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะสุโขทัยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๑ (ค.ศ. ๑๙๐๘) พิริยะได้ชี้ให้เห็นว่า การค้นคว้าทั้งหมดของบรรดานักวิชาการที่ได้กระทำมาล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างภาพประวัติศาสตร์สุโขทัยของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มงกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองเหนือ ซึ่งในเวลานั้นหมายถึงกำแพงเพชร สวรรคโลก สุโขทัย และพิษณุโลก ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) และทรงพิมพ์หนังสือในปีต่อมา เพื่อเผยแพร่การค้นคว้าของพระองค์ในการอธิบายความเป็นมาเกี่ยวกับโบราณสถานของเมืองเหล่านี้ลงใน “เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง” โดยที่พระองค์ทรงกำหนดอายุโบราณสถานที่สุโขทัย สวรรคโลก และกำแพงเพชร ด้วยวิธีการเทียบเคียงกับศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงและจารึกของพญาลิไท ทั้งนี้เหล่านักวิชาการร่วมสมัยและในยุคต่อมาต่างพยายามระบุว่าโบราณสถานสำคัญที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย มีอายุเวลาอยู่ใน “สมัยสุโขทัย” คือ ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๖๓ – ๑๘๘๑ (ค.ศ. ๑๒๒๐ – ๑๓๓๘) ซึ่งความคิดนี้ได้ครอบงำนักวิชาการส่วนใหญ่มาเป็นเวลานาน โดยไม่มีนักวิชาการคนใดสอบสวนเหตุผลวิธีการวิเคราะห์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิ-ราชฯ เลย ดังนั้นข้อถกเถียงระหว่างนักวิชาการจึงอยู่ภายในกรอบของความรู้ที่คนทั่วไปรับทราบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะสุโขทัย อย่างไรก็ตาม พิริยะเห็นว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงวิเคราะห์ไปเช่นนั้นก็เพื่อปลูกฝังคนไทยให้ตระหนักถึงวัฒนธรรมอัน “ศิวิไลซ์” … Continue Reading

รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์และโบราณคดีพัทลุง

พัทลุง : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง โรงเรียนสตรีพัทลุง, ๒๕๓๑. ในเรื่องเกี่ยวกับศิลปโบราณวัตถุที่พัทลุง พิริยะตั้งข้อสังเกตว่าแม้พัทลุงจะมีศิลปโบราณวัตถุที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก แต่งานค้นคว้าในเรื่องดังกล่าวกลับมีอยู่น้อยมากอย่างน่าเสียดาย เพราะ นับตั้งแต่มีการตีพิมพ์บทความการสำรวจของพันเอก เอ็ม แอล เดอ ลาจองเคีย (M.L. de Lajonquiere) เรื่อง “Essai d’ inventire arche’ ologique du Siam,” ในวารสาร Bulletin de la Commission Arche’ ologique de l’ Indochine ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ (ค.ศ. ๑๙๑๒) ก็ยังไม่มีงานสำรวจอย่างละเอียดอีกเลย จนมาถึง พ.ศ. ๒๕๒๕ (ค.ศ. ๑๙๘๒) ที่นายชัยวุฒิ พิยะกูล เจ้าหน้าที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง ได้รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองพัทลุง พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือเรื่อง “โบราณคดีวิทยาเมืองพัทลุง” ซึ่งนับเป็นผลงานด้านวิชาการที่มีคุณค่าและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาและทำให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองพัทลุงกระจ่างมากขึ้น สำหรับพิริยะ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะพัทลุงในช่วงระหว่าง … Continue Reading

ประวัติศาสตร์ศิลปะ ทัศน์ศิลปเชิงปฏิบัติการ Practicum in Visual Art

กรุงเทพฯ : เม็ดทราย, ๒๕๒๐, หน้า ๒๑-๕๙. ในบทความเชิงวิชาการประกอบนิทรรศการ “ทัศน์ศิลปเชิงปฏิบัติการ” เรื่องนี้ พิริยะอธิบายความหมายของคำว่า “ศิลปะ” ทั้งความหมายเดิมที่หมายถึง “วิชาความรู้” และความหมายที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งบัญญัติตามโลกทัศน์ของชาวตะวันตก และให้นิยามวิชาศิลปะในประเทศไทยว่าเป็นการศึกษาผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย รวมถึงวิธีการศึกษาตามระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ทั้งนี้ การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะนั้น นอกจากศึกษาลักษณะเพื่อทราบที่มาของศิลปวัตถุนั้นๆ สำหรับนำมาประยุกต์ในการสร้างสรรค์งานในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการศึกษาเหตุผลของรูปแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งอาจสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อของมนุษย์ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่มีหลักฐานด้านประวัติศาสตร์เพียงพอ เพราะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะต้องพยายามนำตนเองเข้าไปอยู่ในอดีต โดยศึกษาจากวัตถุเป็นข้อมูลพื้นฐาน และใช้ความรู้จากเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ เช่น วรรณกรรม คัมภีร์ทางศาสนา เป็นต้น เป็นข้อมูลเกี่ยวเนื่อง รวมทั้งใช้จินตนาการประกอบ เพื่อขจัดความเป็นอัตตะของตนเองและให้ได้ข้อมูลที่ใกล้กับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประวัติการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย

ศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา, ๓, ฉบับที่ ๓ (สิงหาคม ๒๕๓๓), หน้า ๓-๒๗. งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๗ (ค.ศ. ๑๙๘๔) ซึ่งพิริยะชี้ให้เห็นถึงโลกทัศน์เดิมของไทยที่มีต่องานช่างก่อนสมัยรัชกาลที่ ๔ มาจนถึงทศวรรษ ๒๕๒๐ อันเป็นระยะเวลาที่ปัญญาชนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยเป็นการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในแบบอย่างและวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปกรรม โดยมิได้เข้าใจถึงแนวทางการศึกษาของวิชาการแขนงนี้อย่างแท้จริงที่ควรใช้หลักการศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์จากข้อมูลที่เป็นศิลปโบราณวัตถุ ทั้งนี้ พิริยะต้องการให้ผู้สนใจและนักศึกษาทราบความเป็นมาของวิชานี้อย่างถ่องแท้ และเข้าใจความหมาย เป้าหมาย และประโยชน์ของการศึกษาวิชานี้ได้ชัดเจน นำไปสู่การพัฒนางานวิจัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สาระสำคัญที่พิริยะต้องการนำเสนอคือผลการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่างานค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยเกือบทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นมาของศิลปโบราณวัตถุอันนำไปสู่การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ในอดีตอย่างถ่องแท้อันเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ แต่ข้อมูลที่ใช้เป็นศิลปโบราณวัตถุแทนเอกสารลายลักษณ์อักษร และใช้ความเปลี่ยนแปลงในแบบอย่างทางศิลปะมาอธิบายให้เป็นระบบวิทยาศาสตร์มากขึ้นสำหรับการศึกษาวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะโดยเฉพาะ

ประวัติการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย

“ประวัติการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย,” ที่ระลึกงานพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (๑๙กันยายน ๒๕๓๓). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๓, หน้า ๓๒-๔๙. บทความนี้มีที่มาจากงานวิจัยที่รับการสนับสนุนจากสถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๐ โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยตั้งแต่แรกเริ่มในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อให้ผู้สนใจและนักศึกษาได้ทราบความเป็นมาของวิชานี้อย่างถ่องแท้และเข้าใจความหมาย เป้าหมาย และประโยชน์ของการศึกษาวิชานี้ได้ชัดเจนและเมื่อทราบจุดประสงค์อย่างชัดเจนแล้วจะได้นำไปพัฒนางานวิจัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า งานค้นคว้าด้านนี้เกือบทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความเป็นมาของศิลปโบราณวัตถุอันนำไปสู่การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ในอดีตอย่างถ่องแท้ อันเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์แต่ข้อมูลที่ใช้เป็นศิลปโบราณวัตถุแทนเอกสารลายลักษณ์อักษร และใช้ความเปลี่ยนแปลงในแบบอย่างทางศิลปะสร้างให้เป็นระบบวิทยาศาสตร์มากขึ้นสำหรับการศึกษาวิจัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะ

ประติมากรรมสมัยทวารวดีที่บริเวณถ้ำเขางูจังหวัดราชบุรี

ศิลปและโบราณคดีในประเทศไทย เล่ม ๒. อุไรศรี วรศะริน (บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๑๘. ในการศึกษาประติมากรรมสมัยทวารวดีที่บริเวณเขางู จังหวัดราชบุรี พิริยะกำหนดอายุศิลปะสมัยทวารวดีเป็น ๒ ตอน ได้แก่ ภาพสลักศิลา เป็นภาพพระพุทธรูปไสยาสน์ในถ้ำฝาโถ โดยเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทในถ้ำฤาษี (ที่อยู่ในบริเวณเทือกเขางูเช่นเดียวกัน) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันคือ พระขนงหนาเป็นสัน กระดูกพระปรางสูง พระนาสิกใหญ่และแบน พระโอษฐ์กว้างหนา ซึ่งพิริยะเห็นว่าเป็นการสร้างภาพแบบพื้นเมือง และจัดกลุ่มไว้ใน “ศิลปทวารวดีรุ่นที่ ๒” คือประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งเป็นเวลาที่อาณาจักรทวารวดีเจริญรุ่งเรืองที่สุด และศิลปกรรมได้วิวัฒนาการเป็นแบบฉบับของตัวเองโดยมีความนิยมแบบพื้นเมืองเป็นเอกลักษณ์ ส่วนภาพปูนปั้น รูปเทพชุมนุมในถ้ำฝาโถและพระพุทธรูปปูนปั้นปางมหาปาฏิหาริย์ในถ้ำจามก็ทำเป็นแบบพื้นเมือง โดยพิริยะระบุอายุเวลาของพระพุทธรูปปูนปั้นไว้ในศิลปะสมัยทวารวดีในระหว่างรุ่นที่ ๒ และรุ่นที่ ๓ (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๓) จากลักษณะของพระพักตร์ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม พระหนุแหลม พระขนงติดต่อกันเป็นสัน พระนาสิกยาวแหลม พระเนตรโปน และพระโอษฐ์ยื่น ซึ่งคล้ายกับพระพุทธรูปที่พบที่คูบัวและนครปฐม ทั้งนี้ จากการที่พิริยะได้กล่าวถึงรายงานการสำรวจถ้ำบริเวณเขางู ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ … Continue Reading

ประติมากรรมในประเทศไทย

แปลโดย พรพิมล เสนาะวงศ์ เมืองโบราณ, ๙: ๓ (สิงหาคม-พฤศจิกายน) ๒๕๒๖, หน้า ๑๒-๕๐. บทความนี้แปลจากหนังสือเรื่อง Sculpture from Thailand ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ (ค.ศ. ๑๙๘๒) โดยพิริยะแบ่งยุคสมัยของประติมากรรมในประเทศไทยตามกลุ่มวัฒนธรรมที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลเหนือกลุ่มวัฒนธรรมอื่นเป็นหลักดังนี้คือ (๑) สมัยอิทธิพลอินเดีย ประมาณ พ.ศ. ๕๙๓ – ๑๐๔๓ (ค.ศ. ๕๐ – ๕๐๐) (๒) สมัยอิทธิพลมอญ ประมาณ พ.ศ. ๑๐๔๓ – ๑๓๑๘ (ค.ศ. ๕๐๐ – ๗๗๕) (๓) สมัยอิทธิพลอินเดีย – ชวา ประมาณ พ.ศ. ๑๓๑๘ – ๑๔๙๓ (ค.ศ. ๗๗๕ – ๙๕๐) … Continue Reading

ประติมากรรมไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์

“ประติมากรรมไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์,” เอกสารที่ระลึกงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ วันที่ ๑๕-๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ จังหวัดลพบุรี. (อัดสำเนา). (ข้อมูลอยู่ระหว่างการจัดทำ)

ประติมากรรมชิ้นสำคัญของเมืองพิษณุโลก

ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, ๔: ๓ (ธันวาคม ๒๕๒๑-มีนาคม ๒๕๒๒), หน้า ๒๐-๒๕. งานเขียนนี้มีที่มาจากเอกสารบรรยายประกอบการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ (ค.ศ. ๑๙๗๙) ณ วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม ถือเป็นหัวข้อสำคัญเรื่องหนึ่งในการศึกษาเรื่องราวของเมืองพิษณุโลก โดยพิริยะกล่าวสรุปว่า ประติมากรรมชิ้นสำคัญส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น “พระพุทธชินราชและพระพุทธชินศรี” ซึ่งพิริยะวิเคราะห์ว่าน่าจะได้รับอิทธิพลและวิวัฒนาการมาจากพระพุทธรูปสุโขทัยที่รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปล้านนารุ่นแรก “พระอัฎฐารส” ที่อาจมีวิวัฒนาการมาจากประติมากรรมกลุ่มพระศรีศาสดา “เศียรพระพุทธรูปทรงเครื่องในวิหารพระศรีศาสดา” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๗ (ค.ศ. ๑๔๖๔) ที่แสดงถึงการสืบต่อกันระหว่างศิลปะสุโขทัยและอยุธยา รวมถึง“ภาพแกะสลักไม้รูปเทวดาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ” ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๓๕ (ค.ศ. ๑๔๙๒) โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีลักษณะการสลักใบหน้าและเครื่องแต่งกายเทวดาใกล้เคียงกับรูปเทวดาบนบานประตูสลักไม้จากเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยานั้น ล้วนเริ่มเกิดขึ้นในระยะเวลาแห่งความรุ่งเรืองทางศิลปะของสุโขทัย และแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะของพิษณุโลกได้เสื่อมสลายลงพร้อมกับการย้ายราชธานีกลับไปยังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๐๓๑ (ค.ศ. ๑๔๘๘)

ปกิณกะในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม

ศิลปวัฒนธรรม, ๒๖: ๑ (๑ พฤศจิกายน) ๒๕๔๗, หน้า ๗๘ – ๙๗. บทความนี้ปรับปรุงจากบทความชื่อเดียวกันที่ผู้เขียนเสนอในการสัมมนาเฉลิมพระเกียรติครบรอบ ๑๕๐ ปี พระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง“ตะวันตกในตะวันออก :สังคมไทยสมัยรัชกาลที่ห้าถึงปัจจุบัน” จัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๗ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกรุงเทพฯ งานเขียนนี้มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัย พระราชอัธยาศัย และพระปรีชาญาณของรัชกาลที่ ๕ โดยศึกษาจากพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขา ทั้งนี้ ด้วยสถานภาพที่ทรงเป็นดัง“เจ้าชีวิต” ของชาวสยาม จึงทำให้พระราชนิยมของพระองค์มีผลกระทบอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของศิลปะและวัฒนธรรมสยามในรัชสมัยของพระองค์และยังแสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการรับมือกับการคุกคามของชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจนที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การผูกมิตรกับฝรั่ง” ซึ่งเป็นการดำเนินตามพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ หรือ “การเคารพขนบประเพณีของฝรั่ง” ในเรื่องของฉลองพระองค์ กิริยามารยาท และขนบธรรมเนียมแบบตะวันตก ที่ทำให้ทรงได้รับการยอมรับจากพระราชวงศ์ของยุโรปและส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ ที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกมีต่อสยามในเวลานั้น

ปกิณกะในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม

เอกสารประกอบการสัมมนาเฉลิมพระเกียรติครบรอบ ๑๕๐ ปี พระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๗ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ. ในการสัมมนาเฉลิมพระเกียรติครบรอบ ๑๕๐ ปี พระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) พิริยะเสนอบทความเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมในรัชกาลที่ ๕ โดยศึกษาจากพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณของพระองค์ต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมสยาม ทั้งยังแสดงถึงพระบรมราโชบายในการรับมือกับการคุกคามของชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การผูกมิตรกับฝรั่ง” ซึ่งเป็นการดำเนินตามพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกนาถของพระองค์ หรือ “การเคารพขนบประเพณีของฝรั่ง” ทั้งในเรื่องฉลองพระองค์ กิริยามารยาท รวมถึงขนบธรรมเนียมแบบตะวันตก ทำให้ทรงได้รับการยอมรับจากพระราชวงศ์ของยุโรป อันเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกมีต่อสยามในรัชสมัยของพระองค์

บทความเกี่ยวกับศรีวิชัยเรื่องข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์แห่งคาบสมุทรภาคใต้

ศรีวิชัย  ๖: ๖ (เมษายน) ๒๕๒๕, หน้า ๓-๑๒. เนื้อหาของบทความประกอบด้วย ๒ หัวข้อหลักได้แก่ ๑. ความเกี่ยวเนื่องของศิลปะแห่งราชอาณาจักรศรีวิชัยกับคัมภีร์อัศฎาสาหสริกา ปรัชญาปารมิตา อันเป็นคัมภีร์ภาพเขียนทางประติมาณวิทยาของประเทศเนปาลซึ่งเขียนใน พ.ศ. ๑๕๕๘ (ค.ศ. ๑๐๑๕) ปรากฏภาพวาดพระโลกนาถ (รูปหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่มี ๔ กร) ที่มีลักษณะทางประติมาณวิทยาร่วมกันบางประการกับพระโลกนาถที่พบในคาบสมุทรมาเลย์และหมู่เกาะอินโดนีเซีย จนกล่าวได้ว่าอาณาจักรศรีวิชัยน่าจะตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับที่พบรูปพระโลกนาถ คือ บริเวณใกล้เคียงเมืองปาเลมบังในเกาะสุมาตราตอนใต้ในปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับประเทศเนปาลทางด้านศาสนาจากการที่อาณาจักรศรีวิชัยมีชื่อเสียงในโลกแห่งพุทธศาสนาลัทธิมหายานจนกลายเป็นแหล่งการศึกษาทางพุทธศาสนาในเวลานั้น และ ๒. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคำว่า “มลายู” ที่ปรากฏอยู่ในกฎมณเทียรบาล จากปัญหาเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของมลายูที่ปรากฏในกฎมณเทียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. ๒๐๑๑ (ค.ศ. ๑๔๖๘) ว่าเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยานั้น พิริยะได้สันนิษฐานว่าระหว่าง พ.ศ. ๑๘๓๘ (ค.ศ. ๑๒๙๕) กับ พ.ศ. ๑๘๙๔ (ค.ศ. ๑๓๕๑) ซึ่งเป็นปีที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา เมืองไชยาที่มลายูปกครองอยู่ ได้กลายมาเป็นประเทศราชของอยุธยาและคงเรียกว่ามลายูตามเดิม ดังนั้น “มลายู” ที่ปรากฏในกฎมณเทียรบาลจึงเป็นดินแดนบริเวณไชยาในปัจจุบันนั่นเอง

แนวการศึกษาและวิจัยสาขาประติมากรรมไทย

เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง “แนวการศึกษาและวิจัยทางศิลปกรรมไทย” คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๔-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๙. บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะแนะแนวการศึกษาและวิจัยงานสร้างสรรค์ของไทย โดยเน้นให้ผู้วิจัยตระหนักในความหมายของคำที่นำมาใช้กับผลงานสร้างสรรค์ให้สอดคล้องตามยุคสมัย เพื่อให้ผู้วิจัยตัดความเป็นอัตตะนิยมของตนเอง และพยายามเข้าใจโลกทัศน์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ดังนั้นในการศึกษารูปปฏิมาหรือปฏิมากรรม ซึ่งมีความหมายเฉพาะเมื่อกล่าวถึงพระพุทธรูป และรูปอื่นๆ ที่สร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ (ค.ศ. ๑๙๓๒) จึงไม่ควรนำโลกทัศน์แบบตะวันตกที่ให้ความหมายงานศิลปะว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าในด้านสุนทรียะมาใช้วิจัยงานเหล่านี้ ขณะเดียวกันในการวิจัยงานประติมากรรม ได้แก่ งานปั้น งานหล่อ งานแกะ และงานสลัก ที่สร้างขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็ต้องใช้แนวการวิจัยตามหลักตะวันตกมาวิจัยในเชิงสุนทรียศาสตร์และอารมณ์ที่แสดงออก ส่วนงานประเภทสื่อความคิดที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยช่วงกลางทศวรรษ ๒๕๒๐ นั้น ผู้สร้างมีจุดประสงค์ให้เป็นงานด้านมโนทัศน์ ซึ่งแตกต่างจากการสร้างงานประติมากรรม เพราะเน้นความคิดมากกว่าอารมณ์ จึงไม่ควรนำแนวการวิจัยประติมากรรมมาใช้กับงานสื่อความคิด โดยพิริยะเปรียบเทียบว่าหากนำแนวการวิจัยงานประติมากรรมมาใช้ในการวิจัยผลงานสื่อความคิด ก็ไม่แตกต่างจากการนำแนวการวิจัยงานประติมากรรมมาใช้กับงานช่างของไทยแต่เดิมเช่นกัน จึงอาจสรุปได้ว่า แนวการศึกษาและวิจัยงานสร้างสรรค์ของไทยนั้นไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เพราะแนวการวิจัยขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการสร้างสรรค์งานนั้นๆ เป็นสำคัญ

แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย

พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว.ศรี ทองแถม ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม. กรุงเทพฯ : จันวาณิชย์ จำกัด แผนกพิมพ์, ๒๕๒๘. พิริยะกล่าวถึงการศึกษาทัศนศิลป์ในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหรือการแสดงออกของคนในชาติที่เห็นได้ชัดที่สุดว่าต้องศึกษาควบคู่ไปพร้อมกับการศึกษาความเป็นมาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ศาสนา และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ ด้วยเหตุนี้ การจำแนกศิลปะเป็น ๗ ยุคสมัยตามพื้นฐานของอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในแต่ละสมัย อันได้แก่ ๑. สมัยร่วมลักษณะอารยธรรมอินเดีย  ๒. สมัยอารยธรรมมอญ  ๓. สมัยร่วมลักษณะอารยธรรมอินเดีย – ชวา  ๔. สมัยร่วมลักษณะอารยธรรมเขมร ๕. สมัยเปลี่ยนแปลงอารยธรรมมอญ เขมร เป็นอารยธรรมไทย ๖. สมัยอารยธรรมไทย และ ๗. สมัยร่วมลักษณะอารยธรรมตะวันตก ดังที่พิริยะศึกษาค้นคว้าจึงเป็นวิธีการจัดระบบรูปแบบศิลปะที่แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงภายใต้สิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่กล่าวมา อันเป็นตัวแปรในวิวัฒนาการของรูปแบบทางศิลปะ และเอื้อประโยชน์ต่อการค้นคว้าได้โดยละเอียดอีกด้วย  โดยพิริยะมีจุดประสงค์ในการศึกษาพัฒนาการของทัศนศิลป์ในประเทศไทยคือ เพื่อศึกษาศิลปะในฐานะที่เป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางด้านวัตถุและด้านจิตใจของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มากกว่าจะศึกษาศิลปะในด้านสุนทรียภาพบริสุทธิ์ ทั้งนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์จากผลงานศิลปะอันเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นโดยตั้งใจให้เกิดความประทับใจแก่ตนเองและผู้อื่น

แนวการศึกษาประวัติงานช่างในประเทศพม่า

เมืองโบราณ ๑๘, ๓ – ๔ (กรกฎาคม – ธันวาคม, ๒๕๓๕), หน้า ๒๑ – ๒๙. พิริยะศึกษาประวัติงานช่างในประเทศพม่า พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงมากกับของประเทศไทยในอดีต เนื่องจากงานช่างในประเทศพม่าสร้างขึ้นภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และมีแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์จากอิทธิพลของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท รวมทั้งมีรากฐานทางวัฒนธรรมจากอินเดียเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย มิได้มีจุดประสงค์ในการแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจของผู้สร้างสรรค์ให้เป็นที่ประจักษ์ตามความหมายแบบโลกทัศน์ตะวันตก แต่มีข้อสังเกตว่าในจารึกเมืองพุกามซึ่งนอกจากจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดและส่วนประกอบต่างๆ ในการก่อสร้างแล้ว ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างของช่างด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่าการผลิตงานช่างที่เมืองพุกามมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพดีกว่างานช่างของไทยที่ไม่กล้าแสดงฝีมือเต็มที่เพราะอาจถูกเกณฑ์แรงงานไปใช้ในราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพียงพอ ทั้งนี้ การศึกษาประวัติงานช่างพม่าอาจมีประโยชน์ในการสะท้อนให้เห็นถึงประวัติงานช่างไทยในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงทำให้สามารถกำหนดอายุเวลางานช่างของไทยในสมัยอยุธยาได้ละเอียดมากขึ้นหากนำมาเปรียบเทียบกับงานช่างของไทยที่พบในประเทศพม่าด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษางานช่างพม่าอย่างลึกซึ้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเรียนรู้ภาษาพม่าเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณคดีพม่าอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของการศึกษาเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ตรงกับความเป็นจริง