ภาษาไทย English

สิ่งละอัน พันละน้อย 60 ปี วารุณี โอสถารมย์

กาญจนี ละอองศรี บรรณาธิการ ISBN: 9786169151326 (ปกอ่อน) 384 หน้า เนื้อในพิมพ์: ขาว-ดำ (สีเดียว) ชนิดกระดาษ: กระดาษอีโอพี เดือนปีที่พิมพ์: กุมภาพันธ์/2557 ราคา 150 บาท มีจำหน่ายที่ ร้านริมขอบฟ้า ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ศูนย์หนังสือ มธ. เป็นหนังสือรวมบทความทางประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะที่เป็นประเด็นความรู้ใหม่ เขียนโดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลากสาขา อาทิ พิริยะ ไกรฤกษ์, มล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์, ธเนศ วงศ์ยานนาวา, สุธา ลีนะวัติ, ชาตรี ประกิตนนทการ, อาสา คำภา, พิชญา สุ่มจินดา และณัฐยา อัศวพงษ์อนันต์ รวม 8 บทความ ซึ่งจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสเกษียณอายุราชการของคุณวารุณี โอสถารมย์ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประวัติศาสตร์ศิลปะบันดาลใจ

ISBN: 9786169151333 (ปกอ่อน) 608 หน้า เนื้อในพิมพ์: ขาว-ดำ / สี่สี ชนิดกระดาษ: กระดาษกรีนรีด เดือนปีที่พิมพ์: กรกฎาคม/2557 ราคา: 300 บาท มีจำหน่ายที่ ร้านริมขอบฟ้า ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ศูนย์หนังสือ มธ. ศูนย์หนังสือ มก. เป็นการรวมบทความทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และประวัติศาสตร์สังคม ที่เขียนขึ้นโดยบรรดานักวิชาการที่เป็นกัลยาณมิตรของรองศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ เพื่อแสดงมุทิตาจิตในโอกาสเจริญอายุครบ 72 ปีของท่าน อาจารย์พิริยะมีความรักในงานศิลปะและสนใจศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ปรากฏในศิลปวัตถุมาตลอดช่วงชีวิต จึง “บันดาลใจ” ให้ท่านกลายเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในแนวใหม่ ที่ถือว่า วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์หรืออดีตของมนุษย์โดยใช้ศิลปะ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการค้นคว้า มิใช่การนำเอาศิลปะมาเป็นภาพประกอบการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โดยมีเอกสารเป็นข้อมูลหลักดังที่เข้าใจกัน และแนวทางใหม่นี้ได้ “บันดาลใจ” ต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของบรรดามิตรสหาย และศิษยานุศิษย์ ดังที่ปรากฏเป็นบทความในหนังสือเล่มนี้  

ระลึกถึงวันวาร

ผู้เขียน: พิริยะ ไกรฤกษ์ ISBN: 9786169151340 (ปกอ่อน) 88 หน้า เนื้อในพิมพ์: สี่สี (2 ภาษา ไทย/อังกฤษ) ชนิดกระดาษ: กระดาษอาร์ตด้าน เดือนปีที่พิมพ์: กรกฎาคม/2557 ราคา 300 บาท มีจำหน่ายที่ ร้านริมขอบฟ้า ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ศูนย์หนังสือ มธ. เป็นการประมวลภาพลายเส้น 84 ภาพที่จัดแสดงในนิทรรศการ “จากคอร์ฟูสู่ภูพิงค์ พ.ศ. 2504–2507” ของพิริยะ ไกรฤกษ์ ที่จัดแสดงระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม – 6 กันยายน 2557 ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งภาพลายเส้นเหล่านี้ พิริยะ เขียนขึ้นระหว่างพำนักอยู่ที่เกาะคอร์ฟู ประเทศกรีก ระหว่าง พ.ศ. 2504–2506 และเมื่อครั้งตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในโอกาสเสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับแรมที่พระตำหนัก ภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง … Continue Reading

ศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับชาดกในพุทธศาสนา ระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๐๐ – ๒๔๐๐

ผู้เขียน: นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ราคา 110 บาท หาซื้อได้ที่โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โทร: 02-223-7511, 02-223-5548

การศึกษาสัญลักษณ์ในจิตรกรรมภาพปริศนาธรรมของนิกายธรรมยุต

ผู้เขียน: สุธา ลีนะวัตราคา 280 บาท หาซื้อได้ที่ร้านริมขอบฟ้า ถ.ราชดำเนิน

รอยพระบาทพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ในภัททกัปป์นี้ ตามกรอบคิดแบบสิงหล-สยาม

Virginia McKeen Di Crocco: เขียน สมหวัง แก้วสุฟอง: แปล  ราคา 300 บาท หาซื้อได้ที่ร้านริมขอบฟ้า ถ. ราชดำเนิน

อารยธรรมไทยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ

กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔. หนังสือเล่มนี้เป็นตำราประกอบการเรียนการสอนวิชาอารยธรรมไทย (มธ.๑๑๑) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบในการบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อให้นักศึกษารับทราบถึงพื้นฐานทางศิลปะของอารยธรรมไทยซึ่งแตกต่างจากองค์ความรู้เดิมที่เคยเผยแพร่กันมาในอดีต โดยเฉพาะความเป็นมาขององค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่อธิบายการเกิดขึ้นขององค์ความรู้ พัฒนาการและการศึกษาวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงจากหลักฐานที่มีอยู่ด้วยเหตุและผล นอกจากนี้ ผู้เขียนยังแสดงความคิดล่าสุดเกี่ยวกับการจำแนกยุคสมัยของศิลปะในประเทศไทยตามการเปลี่ยนแปลงทางคติธรรมปรัชญา และความเชื่อทางศาสนา แทนการจำแนกยุคตามความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรดังที่ใช้กันซึ่งผู้เขียนเห็นว่าทฤษฎีเดิมมิได้ใช้งานศิลปะเป็นข้อมูลหลักของการศึกษาวิจัยแต่ใช้เอกสารลายลักษณ์อักษร ทำให้ผลการศึกษาแตกต่างจากการใช้ศิลปะเป็นข้อมูลพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัด

ศิลปะสุโขทัยและอยุธยา ภาพลักษณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง

กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๕. เป็นหนังสืออนุสรณ์เนื่องในวาระที่ผู้เขียนมีอายุครบ ๖๐ ปี โดยนำบทความที่ค้นคว้าในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ ทั้งที่เคยพิมพ์แล้วและยังไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน มารวบรวมไว้ในเล่มนี้ ซึ่งนำวิธีการค้นคว้าทางวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะมาใช้กำหนดอายุเวลาของโบราณวัตถุสถานที่สำคัญในจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ ผู้เขียนมุ่งหมายจะให้แนวคิดในหนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกใหม่แก่สังคมว่าองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และศิลปะของไทยที่รับทราบกันมานั้น เป็นเพียงภาพลักษณ์ที่บรรดานักวิชาการในอดีตร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเป็นชาติไทยและกระตุ้นให้เกิดความรักชาติมากกว่าการสืบค้นความเป็นจริงในอดีตเพราะที่มาขององค์ความรู้นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการจึงทำให้ผลที่ได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

ศิลปวัตถุสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๒. พิริยะได้แบ่งศิลปวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ศิลปะมอญที่หริภุญไชย ซึ่งหลักฐานจากตำนานและจารึกแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมที่เมืองหริ-ภุญไชยเป็นวัฒนธรรมมอญซึ่งสัมพันธ์กับมอญในภาคกลางของประเทศไทยและมอญในภาคใต้ของประเทศพม่า ขณะที่หลักฐานทางศิลปะซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ พระพุทธรูป ส่อให้เห็นว่าความเจริญในด้านวัฒนธรรมที่หริภุญไชยน่าจะรุ่งเรืองที่สุดในช่วงระยะเวลาที่ชาวเมืองนี้อพยพกลับมาจากหงสาวดีถึงระยะเวลาที่สูญเสียอำนาจในการปกครองตนเองให้กับพระเจ้าเม็งราย ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา (ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐ – ๑๘๓๖/ ค.ศ. ๑๐๕๗ – ๑๒๙๓) ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับความรุ่งเรืองสูงสุดของอาณาจักรพุกามในประเทศพม่า ส่วนยุคประวัติศาสตร์ของเมืองหริภุญไชยได้เริ่มขึ้นพร้อมกับจารึกภาษามอญ ๗ หลัก ซึ่งพบที่ลำพูน และอีกหลักหนึ่งจากเวียงมโน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอักษรที่ใกล้เคียงกับอักษรมอญที่เมืองพุกามในประเทศพม่า มีอายุอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จารึกเหล่านี้มีอักษรภาษาบาลีปนอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาที่หริภุญไชยในช่วงเวลานั้นอาจเป็นหินยานนิกายเถรวาท ศิลปะล้านนาที่ลำพูน เป็นช่วงที่เมืองหริภุญไชยได้เสียเอกราชและการปกครองตนเองให้แก่ล้านนา แต่ขณะเดียวกันก็ได้เป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปกรรม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย และจากศิลปกรรมล้านนาของลำพูนทั้งหมดที่รวบรวมไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย ซึ่งได้นำศิลปวัตถุบางส่วนมาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ถูกจำแนกออกเป็น ๔ หมวด ได้แก่ หมวดที่ ๑ ระยะแรกเริ่มของศิลปะล้านนา แสดงถึงการแสวงหาเอกลักษณ์ของตัวเอง หมวดที่ ๒ ระยะสมบูรณ์แบบของศิลปะล้านนา เป็นศิลปกรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนเองอย่างแน่นอน และเลือกศิลปะร่วมสมัยจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน … Continue Reading

ศิลปทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่๑๙

กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๓. เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการพิเศษ “ศิลปทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่๑๙” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดขึ้นเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธันวาคม ๒๕๒๓ ผู้เขียนซึ่งขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการของกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นผู้ศึกษาเขียนบทความและรายละเอียดของศิลปวัตถุสำคัญ และเป็นตัวอย่างของศิลปะแต่ละแบบสมัยที่นำมาจัดแสดง จุดประสงค์ของการจัดนิทรรศการมีขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของศิลปะในช่วงระยะเวลาพันปี ซึ่งเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย นับตั้งแต่การเริ่มต้นของยุคประวัติศาสตร์ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ เรื่อยมา จนถึงยุคที่อิทธิพลไทยแพร่เข้ามาในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยนิทรรศการนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย เพื่อแสดงถึงพัฒนาการของศิลปะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุและคุณค่าทางจิตใจ

ศิลปกรรมหลังพ.ศ. ๒๔๗๕

ไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๕. จากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๒ ประการที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ คือ การยอมรับขนบธรรมเนียมและเทคโนโลยีตะวันตกในช่วงแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๕ และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ทำลายแบบแผนวัฒนธรรมตามประเพณีซึ่งดำเนินมาโดยไม่มีการแก้ไขเป็นเวลาติดต่อกันมาถึง ๕๐๐ ปี บทความนี้จึงมุ่งเสนอร่องรอยของความเจริญเติบโตของศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มก่อตัวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓/ ค.ศ. ๑๘๖๘ – ๑๙๑๐) เป็นต้นมา โดยแบ่งออกเป็น ๖ บท ตามขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ ระยะแรกซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๗๕ (ค.ศ. ๑๘๖๘ – ๑๙๓๒) เป็นระยะแห่งความเสื่อมของศิลปะแนวประเพณีนิยม และเริ่มยุคของศิลปะสมัยใหม่  ระยะที่สองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๘๗ (ค.ศ. ๑๙๓๒ – ๑๙๔๔) เป็นระยะสร้างชาติของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งสนับสนุนศิลปะสมัยใหม่ เพื่อเป็นวิธีทางดำเนินโครงการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า … Continue Reading

ลักษณะไทย เล่ม ๑: พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย

กรุงเทพฯ :อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๒. www.laksanathai.com หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในจำนวน ๔ เล่มของหนังสือชุด “ลักษณะไทย” ชุดพิเศษเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ สำหรับเล่มที่ ๑ เรื่อง “ลักษณะไทย : พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย” นี้ จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ประกอบด้วย ๒ ภาค ได้แก่ ภาคที่ ๑ พุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ เนื้อหาว่าด้วยกำเนิดพระพุทธรูปและพระพุทธปฏิมา พระพุทธลักษณะ พระอริยาบถและปาง สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธปฏิมา รวมทั้งประวัติและภาพพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นอย่างครบถ้วน ภาคที่ ๒ พระพุทธปฏิมาในประเทศไทยตามพระอิริยาบถ เนื้อหาว่าด้วย พุทธศาสนากับพระพุทธปฏิมาในประเทศไทย ประวัติการเผยแผ่พุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ รวมทั้งรวบรวมประวัติ ภาพของพระพุทธปฏิมาจำแนกเป็นอิริยาบถต่างๆ สาระสำคัญของงานชิ้นนี้ คือ พิริยะคัดค้านวิธีการอธิบายประวัติศาสตร์ศิลปะตามแนวทางของตะวันตก ซึ่งถือว่ายุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีความสอดคล้องกับยุคสมัยทางรูปแบบของศิลปะโดยเฉพาะในการศึกษาเรื่องพุทธศิลป์ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระพุทธปฏิมาเป็นรูปจำลองของพระพุทธรูปองค์ต้นแบบ ซึ่งจำลองสืบต่อกันเรื่อยมา มิได้ขึ้นกับยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ แต่ขึ้นอยู่กับกระแสนิยมของแต่ละท้องถิ่นในแต่ละยุคสมัย ดังนั้น … Continue Reading

รากเหง้าแห่งศิลปะไทย

กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๕๓. หนังสือเล่มนี้เป็นงานศึกษาต่อเนื่องจากเรื่อง“ทัศนศิลป์” ในหนังสือชุด ลักษณะไทย ที่จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔โดยผู้เขียนได้อุทิศเวลาร่วม ๓๐ ปีสำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้ผลงานชิ้นนี้เป็นตำราที่ใช้ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาขึ้นไปอันเป็นเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของการจัดทำ ประเด็นหลักที่นำเสนอเป็นการติดตามขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจากศิลปะอินเดียสู่ศิลปะไทยโดยใช้ข้อมูลที่เป็นศิลปวัตถุเป็นหลักฐานชั้นต้น ส่วนโบราณวัตถุและเอกสารทางประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานชั้นรองในการศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบศิลปะที่พัฒนาขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงด้านคติธรรมและความเชื่อของ ๒ ศาสนาหลัก คือ ศาสนาพุทธ และ ศาสนาพราหมณ์ ซึ่งศิลปกรรมจากศิลปวัตถุ สร้างขึ้นในศาสนาที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นพยานวัตถุที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ตามแหล่งโบราณคดีที่สำคัญได้ร่วมใจกันสร้างรูปเคารพเพื่อช่วยให้พ้นจากภยันตรายและยังสะท้อนแนวปรัชญาและความคิดที่ทั้งสองศาสนานี้ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ศรัทธาประสบความสำเร็จตามความปรารถนาด้วย

พุทธศาสนนิทานที่เจดีย์จุลปะโทน

แปลโดย ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๑๗. บทความในหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานจากการศึกษาภาพนูนต่ำปูนปั้นและดินเผาที่ประดับอยู่ที่ฐานเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม ซึ่งขุดพบได้ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ (ค.ศ. ๑๙๖๘) โดยค้นคว้าเรียบเรียงจากหลักฐานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งปรากฏว่าศิลปกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนนิทาน จากพระคัมภีร์ “อวทาน” ในลัทธิหินยานนิกายสรรวาสติวาท อันเป็นเรื่องราวอภินิหารของ พระพุทธองค์และพระสาวกบางองค์ในชาติปางก่อนๆ ซึ่งต้นฉบับที่ยังเหลือมาจนถึงปัจจุบันมีเพียงภาษาสันสกฤตหรือที่แปลมาจากสันสฤตเท่านั้น พิริยะจึงสันนิษฐานว่า ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๒ ชาวเมืองนครปฐมแห่งอาณาจักรทวารวดีนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิหินยานที่ใช้พระคัมภีร์ภาษาสันสกฤต ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ขัดแย้งกับความเชื่อแต่เดิมว่าเป็นภาพชาดกในพระคัมภีร์ “อรรถกถา” ของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท จากความเชื่อที่ว่าดินแดนแถบเมืองนครปฐมเป็นที่ตั้งของอาณาจักรสุวรรณภูมิและอยู่ภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบที่ถือปฏิบัติกันอยู่ในประเทศอินเดียสมัยพระเจ้าอโศก

ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย

กรุงเทพฯ :อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ป, ๒๕๓๓. หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นตำราประกอบการสอนวิชา ป. ๓๑๒ ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย ตามหลักสูตรสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความหมายของวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ความสัมพันธ์และความแตกต่างระหว่างวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะกับวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ แนะนำวิธีการค้นคว้าในระบบวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในอดีต รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย สาระสำคัญของงานเป็นการบรรยายประวัติการศึกษาโบราณวัตถุสถานที่สร้างขึ้นในอดีตและปัจจุบันของประเทศไทยตามแนวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์และความแตกต่างของแต่ละวิชา ตลอดจนเสนอแนะหลักวิธีการค้นคว้าในระบบวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างละเอียด พร้อมทั้งเปรียบเทียบการตีความและกำหนดอายุเวลาของโบราณวัตถุระหว่างโลกทัศน์ไทยดั้งเดิมกับโลกทัศน์ตะวันตก จากนั้นจึงรวบรวมความรู้ที่ได้ค้นคว้าใหม่เกี่ยวกับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาเป็นตัวอย่างของความรู้ที่ได้รับจากการค้นคว้าทางโบราณคดี สำหรับในบทของสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ พิริยะนำความรู้จากการค้นคว้าล่าสุดในเวลานั้นเกี่ยวกับโบราณวัตถุมาเป็นตัวอย่างของความรู้ที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าตามแนวทางประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงความรู้เกี่ยวกับอดีตของประเทศไทยในยุคสมัยที่ยังไม่มีเอกสารลายลักษณ์อักษร นับเป็นผลงานการค้นคว้าทางวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะที่ทำให้นักศึกษาสามารถนำระบบวิธีการวิจัยมาใช้ค้นคว้าหาความรู้เองได้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ศิลปในประเทศไทยฉบับคู่มือนักศึกษา

กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘. งานเขียนนี้เป็นคู่มือการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยระดับอุดมศึกษาของภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีจุดมุ่งหมายเริ่มต้นของการเขียนให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ของภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ตลอดจนเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป พิริยะมีแนวทางการศึกษาที่แบ่งประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยเป็นช่วงระยะเวลา ๕๐ ปีโดยประมาณ บางช่วงเวลาอาจคาบเกี่ยวกัน ยกเว้นศิลปวัตถุที่มีอายุเวลาแน่นอนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อสะดวกในการศึกษาเปรียบเทียบวิวัฒนาการของศิลปะภาคต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเน้นถึงความสัมพันธ์หรือความแตกต่างระหว่างศิลปกรรมในแต่ละภาค ทั้งนี้ ในบางสมัยรูปแบบทางศิลปะก็ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ขอบเขตหนังสือ พิริยะศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ พ.ศ. ๗๐๐ (ค.ศ. ๑๕๗) เมื่อดินแดนประเทศไทยปัจจุบันเข้าสู่ยุคกึ่งประวัติศาสตร์และเริ่มมีผลงานทางศิลปะ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ (ค.ศ. ๑๙๕๗) อันเป็นระยะเวลาที่ศิลปะในประเทศไทยเข้าสู่ยุคร่วมสมัยกับศิลปะตะวันตก ทั้งนี้ พิริยะได้เน้นว่าในการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมจำเป็นต้องกล่าวถึงสภาวะแวดล้อมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านปรัชญา ศาสนา และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของศิลปะ

แบบศิลปะในประเทศไทยตามทฤษฎีใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น, กรกฎาคม – สิงหาคม ๒๕๒๓. เอกสารนี้เป็นการเรียบเรียงจากหนังสือ “The Sacred Image Sculpture From Thailand” ที่พิริยะได้เขียนขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๒ (ค.ศ. ๑๙๗๙) โดยชี้ให้เห็นว่าหลักคำอธิบายใหญ่ของแบบศิลปะในประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มวัฒนธรรมสำคัญที่มีลักษณะและโครงสร้างแตกต่างกันไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์อันได้แก่ ชุมชนภาคใต้ มอญ เขมร และไทย ซึ่งจำแนกในรายละเอียดตามระยะเวลาได้ดังนี้คือ (๑) “ศิลปแบบชุมชนภาคใต้” ซึ่งพิริยะเห็นว่าควรเรียกเช่นนี้เพื่อให้ครอบคลุมถึงศิลปะทุกยุคสมัยที่ปรากฏในดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทยก่อนเข้าสู่ยุคของศิลปะไทยในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และไม่ควรใช้คำว่า “ศรีวิชัย” เพราะเป็นการจำกัดวงแคบจนเกินไป (๒) “ศิลปแบบมอญ” (ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ) พิริยะใช้เรียกแทนคำว่า “ทวารวดี” ซึ่งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองและการกำหนดอายุเวลา จึงเลือกใช้คำนิยามที่เป็นกลางคือ แบบมอญ เพื่อใช้เรียกชื่อศิลปะที่เกิดขึ้นในแหล่งวัฒนธรรมมอญจากที่ต่างๆ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๕ (๓) “ศิลปแบบเขมร” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง) จากการที่มีการนิยามคำว่า “ศิลปลพบุรี” นั้น พิริยะชี้ว่าทำให้เกิดความขัดแย้งต่อศิลปะแบบเขมรทั้งหมดที่พบในประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ … Continue Reading

จารึกพ่อขุนรามคำแหง วรรณคดีประวัติศาสตร์การเมืองแห่งกรุงสยาม

พิมพ์ครั้งที่ ๒ (ปรับปรุงใหม่).กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๗. หนังสือเล่มนี้เป็นรายงานผลการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะในระหว่างพ.ศ. ๒๕๒๙ (ค.ศ.๑๙๘๖) ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ (ค.ศ.๑๙๘๘)มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อายุของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหรือศิลาจารึกหลักที่๑ ว่ามิได้แต่งขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓) ดังที่กล่าวอ้างไว้ในเนื้อความของจารึกทั้งนี้ ในการศึกษาและวิจัยศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเพื่อใช้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นผู้เขียนได้พิจารณาการใช้คำและเนื้อหาที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโบราณวัตถุสถานสุโขทัยของนักประวัติศาสตร์ศิลปะมาทดสอบความถูกต้องและนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่กล่าวถึงในศิลาจารึกหลักอื่นๆหรือโบราณวัตถุสถานที่ปรากฏอยู่ในการวินิจฉัยศิลาจารึกหลักนี้ การวิเคราะห์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ก่อให้เกิดข้อพิจารณาใน๔ ประเด็นหลัก ได้แก่ ๑)การใช้ศัพท์และเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับขนบประเพณีและวัฒนธรรมของสุโขทัยตามที่มีหลักฐานจากจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ ๒) โบราณวัตถุสถานเมืองสุโขทัยที่ปรากฏถูกกล่าวถึงเพียงรวม ๆไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนแน่นอนและขัดแย้งกับหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ๓)การยืมศัพท์และข้อความจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ มาใช้แต่งข้อความด้านที่ ๑มากที่สุด ๔)การใช้ศัพท์หรือเนื้อหาที่สอดคล้องกับวรรณกรรมสมัยต้นรัตนโกสินทร์หรือที่เขียนภายหลังพ.ศ. ๑๘๓๕ (ค.ศ. ๑๒๙๒) จากการพิจารณาใน ๔ ประเด็นข้างต้นอาจสรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักนี้น่าจะจารขึ้นในช่วง พ.ศ. ๒๓๗๖ – ๒๓๙๘ (ค.ศ. ๑๘๓๓ –๑๘๕๕) เนื่องจาก พ.ศ. ๒๓๗๖ นั้น เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(เมื่อครั้งยังทรงผนวช) ทรงนำกระดานหินและศิลาจารึกภาษาเขมรของพระมหาธรรมราชาที่ ๑(ลิไทย) … Continue Reading

จารึกพ่อขุนรามคำแหง การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ

กรุงเทพฯ :อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด, ๒๕๓๒. (พิมพ์ครั้งแรก)  

คำอภิปรายเรื่องศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑

คำอภิปรายเรื่องศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑. สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์จัดพิมพ์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊ป, ๒๕๓๓. ในการอภิปรายเรื่อง “ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑” เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ณ ห้องประชุม อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดโดย สยามสมาคมฯ และธนาคารกรุงเทพ จำกัด นั้น พิริยะได้อภิปรายเกี่ยวกับศัพท์และเนื้อหาของศิลาจารึกหลักที่ ๑ โดยอ้างอิงการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ “จารึกพ่อขุนรามคำแหง : การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ” ของพิริยะเอง โดยชี้ให้เห็นว่า ที่มาของคำศัพท์ เนื้อหา และความหมายของข้อความในจารึกหลักนี้ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของสุโขทัยที่รับทราบจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ แต่กลับมีลักษณะใกล้เคียงกับโลกทัศน์ของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พิริยะชี้แจงรายละเอียดเป็น ๕ หัวข้อ ได้แก่ (๑) การใช้ศัพท์ที่ไม่ปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ เช่น คำว่า พระพุทธศาสนา เมืองไทย เป็นต้น (๒) การกล่าวถึงโบราณวัตถุสถานที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ เช่น ตรีบูร พระอัฏฐารศ มนังคศิลาบาตร … Continue Reading